ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

.....บันทึกการเดินทาง เสียมเรียบ ของกิติมา จูลี่เหมย..... ตอนที่ 3

ตอนที่ 3
วันที่ 12 ตุลาคม 2556 วันนี้มีรายการเที่ยวมากมายเลย 1. นครธม ปราสาทบายน 2. ปราสาทตาพรหม 3. ปราสาทบันทายสรี 4. ปราสาทนครวัด 5. ปราสาทพนมบาแคง ทานอาหาเช้า City Angkor Hotel เป็นอาหารง่าย ๆ ทานข้าวต้ม กาแฟ ขนมปัง และน้ำส้ม อิ่มอร่อย เจ๊คุ๋ย อยู่ระหว่างกินเจ ไม่มีอาหารอะไรที่ทานได้ พนักงานใจดีมากเลย ผัดผักพิเศษให้ด้วย ประทับใจมากเลย เอาเป็นว่าวันนี้ก็มีความสุขตั้งแต่เช้าอีกวัน ถ่ายภาพที่โรงแรมเป็นที่ระลึกได้ภาพสวยหลายภาพ เพราะว่าได้นอนพักเต็มที่ตามสูตร 6 7 8 นางแบบ นายแบบเลยหน้าตาสดใส พร้อมการท่องเที่ยวในวันนี้













วันที่ 12 ตุลาคม 2556 สถานที่เยี่ยมชมที่แรกวันนี้ก็คือเมืองพระนครธม แต่สมาชิกทุกคนต้อง ถ่ายภาพทำบัตรเข้าชมก่อน ใช้แสดงตนเมื่อเข้าชมสถานที่ต่างๆ ราคา 20$ ต่อ 1 วัน ซึ่งจะมีบัตรประเภทต่างๆ จะมีช่วงเวลาในการใช้บัตรต่างกันไปตามราคา ขำๆช่วงที่ถ่ายภาพทำบัตรเค้าถ่ายภาพเสร็จแล้วบางคนไม่รู้เลยว่ากล้องอยู่ตรงไหน แต่ได้รับบัตรเร็วจริงๆ แป๊บเดียวก็ได้ครบอาจเป็นที่คณะของเราเป็นคณะเล็กๆ มีเพียง 11 คนคล่องตัวดีมากเลย ระหว่างเดินทางเข้าเมืองก็จะเห็นคูเมืองล้อมรอบสวยงาม ต้นไม้เขียวขจีเชียว มีวัยรุ่นนั่งเล่นอยู่ริมคูเมืองด้วยล่ะ พอลงจากรถก็จะเห็นช้างที่ให้บริการนักท่องเที่ยวนั่งแล้วเดือนรอบๆปราสาท ไกด์อธิบายขอมูลพื้นฐานให้พวกเราฟัง 555 ก่อนเข้าตัวปราสาทบรรดานายแบบ นางแบบ ก็ถ่ายภาพกันซะหลายแอ๊ก เช้าๆอย่างนี้ทั้งวิว ทั้ง นายแบบ นางแบบสวยมาก ขอบอก...









นครธมสร้างในปีพุทธศตวรรษที่ 18 ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นพุทธสถานนิกายมหายาน เป็นศิลปะแบบบายน ในภาษาเขมร นครธมแปลว่าเมืองใหญ่ (ธม แปลว่า ใหญ่) ซึ่งประกอบไปด้วยพระราชวัง และปราสาทต่างๆมากมาย และเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรขอมมั่งคั่ง และรุ่งโรจน์เป็นที่สุด นับตั้งแต่ก้าวแรกที่จะทางผ่านช่องประตูเข้ามา ต้องตะลึงกับความโอฬารของหินทรายที่สลักรูปพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ด้วยสายตาที่ทอดต่ำลงมา และรอยยิ้มแบบบายนที่เปี่ยมด้วยความเมตตา  ปราสาทบายน สร้างโดยการนำหินมาวางซ้อนๆ กันขึ้นเป็นรูปร่างใบหน้าพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หันไปทั้งสี่ทิศ มีทั้งสิ้น 54 ปรางค์ รวมทั้งสิน 216 หน้า แต่ปัจจุบันได้สึกกร่อนพังทลายลงไปหลายหน้าแล้ว







  

  




วันที่ 12 ตุลาคม 2556 สถานที่เยี่ยมชมต่อไปก็คือ ปราสาทตาพรหม วันนี้ต้องใช้บัตรเข้าชมที่ทำไว้ตอนแรก ตลอดทั้งวัน ลักษณะเด่นก็คือตรงทางเข้ามีต้นไม้ร่มรื่นได้ยินเสียงดนตรีไพเราะ ไกด์บอกว่าเป็นทหารที่พิการจากการรบไม่มีเงินเดือน ได้รายได้จากการเล่นดนตรีและนักท่องเที่ยวบริจาค ทำให้รู้สึกว่าเงินที่เราบริจาคไปมีคุณค่าจังเลย ระหว่างทางมีขายของที่ระลึกและของกินเล็กๆน้อยๆเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวโดยทั่วไป อากาศร้อนพอสมควรเสื้อเริ่มเปียกแล้วล่ะ






ปราสาทตาพรหมจัดได้ว่าเป็นวัดในพุทธศาสนาและเป็นวิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทางเข้าประกอบด้วยโคปุระชั้นนอกและชั้นใน บริเวณผนังที่อยู่เชื่อมระหว่างโคปุระชั้นนอกและชั้นในมีการสลักภาพตามคติธรรมของพุทธศาสนานิกายมหายาน ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729 เพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือพระนางชัยราชจุฑามณีผู้เปรียบประดุจกับพระนางปรัชญาปรมิตา ซึ่งหมายถึงเมื่อพระองค์เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระราชมารดาของพระองค์จึงเปรียบดังพระนางปรมิตาเช่นกัน
ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทที่ถูกปล่อยให้อยู่กับธรรมชาติ หลังจากการค้นพบปราสาทต่างๆ โดยชาวฝรั่งเศส แต่เดิมปราสาทนครวัดเองก็อยู่ในลักษณะเช่นนี้ก่อนที่จะมีการบูรณะในต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในขณะที่ปราสาทตาพรหม ถูกเก็บรักษาไว้เพื่อให้เห็นสภาพที่แท้จริงว่าปราสาทอยู่กับธรรมชาติมาได้เกือบ 500 ปี อันเป็นอีกมุมมองหนึ่ง เพื่อให้เห็นลักษณะของต้นไม้ที่เกาะกุมปราสาทเดิมก่อนสร้างปราสาทนั้นสภาพบริเวณนี้เป็นป่ามาก่อน เมื่อจะสร้างปราสาทจึงต้องเคลียร์พื้นที่ให้เป็นที่โล่ง โดยการตัดไม้ออกแต่ในที่สุดแล้วธรรมชาติก็สามารถที่จะเอาชนะถาวรวัตถุที่ถูกสร้างจากมนุษย์ ต้นไม้ที่เกาะกุม ชอนไชไปเรื่อยๆ ไปยังส่วนต่างๆของปราสาท ช่วยให้บรรยากาศของปราสาทตาพรหมดูลึกลับ สวย ไม่เหมือนปราสาทที่อื่นๆ
ที่ปราสาทตาพรหมมีต้นไม้อยู่ 2 ชนิด ต้นที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า ต้นสะปง หรือภาษาไทยเรียกว่า ต้นสำโรง เป็นต้นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน รกของมันจะดุดน้ำใต้ดินเข้าลำต้นทำให้นกดูป่อง พอง ส่วนพันธุ์ไม้อีกพันธุ์หนึ่งเป็นไม้เลื้อยขึ้นอยู่ตามหน้าบัน ทับหลังหรือตัวปราสาท หลังคา ลักษณะเป็นไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก บ้างก็แห้งตายคาอยู่ บ้างก็ยังเขียวสดอยู่ เกิดจากการที่นกมาขับถ่ายมูลที่มีเมล็ดของพันธุ์นี้ทิ้งไว้ บริเวณใดของปราสาทที่มีน้ำขังอยู่มีตะไคร่น้ำที่ให้ความชุ่มชื้น ก็สามารถทำให้เมล็ดพันธุ์เติบโตเป็นต้นได้ ทั้งไม้เล็กและไม้ใหญ่ต่างเติบโตตามสภาวะที่เอื้ออำนวยรากของไม้ใหญ่ที่แทรกชอนไชไปบนแผ่นศิลา เพื่อจะหาที่ลงดินเกิดเป็นรูปทรงคล้ายหนวดปลาหมึกเกาะกุมองค์ปราสาททำให้ช่วยประคองยึดตัวปราสาทไม่ให้พังลงมาได้























อาหารมื้อเที่ยงวันนี้เป็นอาหารบุฟเฟ่ นานาชาติ จะมีลูกค้ามารับประทานประมาณ 700 คน คณะเราจะต้องรีบไปก่อนจะได้เลือกทานอาหารได้อย่างสบายใจ พอไปถึงร้านอาหารโอ้โห จริงจริงด้วย มีอาหารให้เลือกมากมาย เดินช๊อปของกินไป 2 รอบแต่ที่โดนใจที่สุดก็คือปอเปี๊ยะ และ เฝอ มีดอกโสนทอดด้วย รายการอาหารอื่นๆต้องถามครูสายชล ครูสายชลเอนจอยกับอาหารมื้อนี้มาก ไกด์บอกไว้ถูกต้องเลยให้รีบมาก่อน คณะเรามาได้แป๊บเลือกอาหารที่ชอบได้แล้วมีคณะนักท่องเที่ยวคณะอื่นๆมาเต็มร้านเลย แต่ไม่ต้องกลัวอาหารหมดเค้าเติมอาหารตลอดเลย การจัดร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ ก็ดีนะร้านอาหารไม่ต้องมีพนักงานเสริฟ มีเพียงพนักงานจัดที่นั่ง และนำอาหารมาเพิ่มเมื่อาหารไหนเหลือน้อย

วันที่ 12 ตุลาคม 2556 หลังจากทานอาหารมื้อกลางวันแสนอร่อยแล้ว คณะของเราก็เดินทางต่อไปยัง ปราสาทบันทายสรี ซึ่งอยู่นอกเมือง นั่งรถไปซักพักนึงจำไม่ได้ว่ากี่นาที ระหว่างทางก็เห็นภาพธรรมชาติที่เป็นทุ่งนา นักเรียนปั่นรถจักรยาน นักเรียนที่นี่เค้าเรียนหนังสือครึ่งวันเรียนภาคเช้าหรือภาคบ่าย 







เมื่อมาถึงทางเข้าปราสาทบันทานสรี ดูทันสมัยเชียวได้ยินพี่ที่เคยมาแล้วบอกว่าต่างจากเมื่อก่อนมากเลยจำแทบไม่ได้ อากาศร้อนมากเตรียมมาทั้งร่ม หมวก แว่นกันแดด แต่ก็ยังสู้ไม่ได้ เปียกทั้งตัวเลยได้ชมความสวยงามของปราสาทที่มีลายคมชัด สวยงามมาก เดินไปด้านหลังเห็นเงาของปราสาทสะท้อนในน้ำสวยมาก หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ขาออกมาเค้าให้ออกมาทางด้านร้านขายของมีแม่ค้าขายน้ำมะพร้าว เค้าโฆษณาว่าน้ำมะพร้าวเย็นๆ สมาชิกทั้งร้อนทั้งเหนื่อยซื้อน้ำมะพร้าวกินกันใหญ่เลย มะพร้าวลูกโต ถามว่าอร่อยมั๊ย 555 รสชาดออกเปรี้ยวนิดๆ แถมไม่เย็นเหมือนกับที่แม่ค้าโฆษณา ไม่ได้ซื้อเองหรอกค่ะแอบชิมจากของเจ๊คุ่ยน่ะ ไม่เหมือนมะพร้าวน้ำหอมบ้านเราที่ลูกเล็กๆ หวานหอมอร่อย



ตามจารึกที่ปราสาทบันทายสรีกล่าวว่าปราสาทแห่งนี้สร้างใน พ.ศ. 1510 โดยยัชญวราหะ ซึ่งเป็นพราหมณ์นักปราชญ์ เมื่อพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 เสด็จสวรรคต พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ซึ่งเป็นราชโอรสจึงขึ้นครองราชย์แทน เนื่องจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ยังทรงพระเยาว์อยู่ พราหมณ์ยัชญวราหะ จึงได้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเป็นพระอาจารย์ให้กับพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ไปพร้อมๆ กัน พราหมณ์ยัชญวราหะได้ทูลขอที่ดินแปลงหนึ่งจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เพื่อมาสร้างปราสาทเพื่อบูชาพระศิวะ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของราษฎรและเป็นที่น่าสังเกตว่าปราสาทที่พระเจ้าแผ่นดินสร้าง กับปราสาทที่เสนาบดีหรือข้าราชการชั้นสูงสร้างจะต่างกันที่ฐาน ปราสาทที่พระเจ้าแผ่นดินสร้าง จะสร้างอยู่บนฐานที่ทำเป็นชั้นสูง หรือสร้างบนเนินเขาดังเช่น นครวัด ที่ส่วนปรางค์ประธานจะต้องตั้งอยู่ฐานชั้นสูงหรือที่พนมบาแค็ง ที่ปราสาทสร้างอยู่บนเนินเขา สำหรับปราสาทบันทายสรี ผู้สร้างเป็นราชครู จึงต้องสร้างปราสาทบนเนินดินอาจทำเป็นฐานเตี้ยๆ ยกพื้นขึ้นเพื่อรองรับตัวปราสาทเท่านั้น
ปราสาทบันทายสรี เป็นเทวสถานขนาดเล็ก แต่มีความงามทางด้านลวดลายเป็นเลิศ ศิลปะมีลักษณะพิเศษจนต้องจัดเป็นศิลปะสมัยหนึ่งโดยเฉพาะ ศิลปะแบบบันทายสรีถูกจัดให้อยู่ในยุคราว พ.ศ. 1510-1550 ก่อสร้างด้วยหินทรายสีชมพู เนื้อละเอียด การสลักลวดลายดูอ่อนช้อย ลายคมชัด ดูมีชีวิตชีวา















วันที่ 12 ตุลาคม 2556 ระหว่างนั่งรถเพื่อมาที่ปราสาทนครวัด ฝนตกทุกคน มีร่ม หมวก พร้อม ดีที่พอมาถึงหน้าปราสาทนครวัด ฝนตกปรอยๆ แต่อากาศร้อนอบอ้าวมาก ร้อนมาก เปียกทั้งตัวเลยแถมวันนี้ใส่เสื้อสีฟ้าเห็นชัดเจนเลย ถ้าใส่เสื้อสีอ่อนๆจะมองไม่เห็น เสียดายสีของท้องฟ้าไม่สวยเป็นสีจางๆ ช่วงที่เดินกลับได้ท้องฟ้าสีฟ้าสวยก็เลยได้ถ่ายภาพไปหลายภาพทั้งตัวเปียกๆยังงั้นแหละ เอ้คนอื่นๆเค้าร้อนเหมือนเรามั๊ยนี่ นึกขึ้นได้ว่าเราเตรียมพร้อมทุกอย่างยกเว้นไม่ได้เตรียมพัดไปด้วย ย้ำว่าต่อไปอย่าลืม

ปราสาทนครวัด ก่อสร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ. 1650 – 1693) จุดประสงค์เพื่อสร้างอุทิศถวายแก่พระวิษณุเทพในศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ และยังใช้เป็นราชสุสานเก็บพระศพของพระองค์ ด้วยเหตุนี้มหาปราสาทนครวัดจึงถูกสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทอื่นๆ ที่จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเสียเป็นส่วนใหญ่ อาณาขอมโบราณนั้นได้รับอิทธิพลความเชื่อจากอินเดียผ่านมาทางขวา ศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์นั้นยกย่องกษัตริย์ว่าเป็นเทพเจ้า เรียกว่า “ลัทธิเทวราชา” กษัตริย์คือตัวแทนของเทพเจ้าในโลกมนุษย์ ซึ่งมีการสร้างเทวสถานถวายให้ และเชื่อว่าเมื่อสวรรคตแล้ววิญญาณจะประทับอยู่ที่ปราสาท ซึ่งเป็นคติเทวราชาที่เชื่อว่ากษัตริย์คือเทวเจ้าอวตารลงมา  ด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง ที่ทำให้กษัตริย์ขอมเมื่อขึ้นครองราชย์ จึงตั้งหน้าตั้งตาสร้างปราสาทตลอดรัชกาลของแต่ละพระองค์ เป็นศาสนสถานสัญลักษณ์ของระบบสุริยะจักรวาลตามคติฮินดูหรือความหมายก็คือศูนย์กลางของโลกและจักรวาลนั่นเอง พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงครองอาณาจักรขอมระหว่างปี พ.ศ. 1656 – 1693 รวม 37 ปี หลังสิ้นรัชกาลของพระองค์ กษัตริย์ขอมองค์ต่างๆ ที่ขึ้นครองราชย์ยังคงมีการก่อสร้างปราสาท แต่ไม่มีปราสาทใดเลยจะยิ่งใหญ่ไปกว่ามหาปราสาทนครวัดแห่งนี้
นครวัดไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสูงส่งเลิศเลอในบรรดาปราสาทขอมทั้งหมดเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองในตัวของมันเองด้วย นั่งคือมีฐานะเป็นทั้งเมืองหลวง และศาสนสถานประจำรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ที่สร้างอุทิศถวายแก่พระวิษณุ




















วันที่ 12 ตุลาคม 2556 ออกจากปราสาทนครวัด เกือบ 5 โมงเย็น พวกเรามุ่งหน้าไปดูพระอาทิตย์ตกที่ ปราสาทพนมบาแคง ต้องเดินขึ้นไปบนเขามีทางเดินสะดวกไม่ชันมาก ถนนเป็นหินทุบ ไม่ได้ลาดยางเหมือนเขาท่าเพชร จ.สุราษฎร์ธานี ที่บ้านเรา เดินไประยะหนึ่งก็จะมีจุดชมวิว พวกเราแทบจะไม่หยุดพักที่จุดชมวิวเลยเนื่องจากเย็นมากแล้ว ยอมรับเลยว่าคณะนี้ร่างกายเต็มร้อยทุกคนเดินขึ้นเขาได้อย่างสบายๆ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็ขึ้นไปถึงตัวปราสาท เดินดูตัวปราสาทสักพักก็เตรียมตัวลงจากปราสาทไม่ได้รอดูพระอาทิตย์ตก แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือการถ่ายภาพเป็นที่ระลึกซึ่งก็ได้ภาพสวยงามตามสภาพของนายแบบ นางแบบ 555 ระหว่างเดินลงมาก็ได้ยินเสียงดนตรีอันไพเราะอีก...ซึ่งก็คือดนตรีที่เล่นโดยทหารที่พิการ นั่นเอง...พวกเราก็ได้ร่วมสนับสนุนด้วยความเต็มใจอีกเช่นเคย...ทานอาหารเย็นที่ภัตาคาร บรรยากาศเงียบ อาหารก็โอเค เจ๊คุ๋ยได้สิทธิพิเศษอีกแล้ว ทางร่้านทำอาหารเจเสริมให้อีก 2 อย่าง ร้านอาหารที่นี่แปลกนะไม่มีบริการน้ำ ต้องสั่งซื้อต่างหากไม่รวมกับราคาอาหารทัวร์สั่งให้ อาหารก็เช่นกันถ้าสั่งนอกรายการก็จ่ายเงินเพิ่ม เค้ามีเสิรฟ ขนมทองม้วนด้วย คนละ 1 ชิ้น อร่อยเชียวที่โต๊ะมีพี่ๆไม่ใช้สิทธิอีก 2 ชิ้น สิทธินั้นก็เป็นของเราล่ะซิ เย้ๆๆๆ ชอบๆๆ กลับเข้าที่พัก City Angkor Hotel.....
ปราสาทพนมบาแคงตั้งอยู่บนเขาลูกเล็กมีความสูงประมาณ 70 เมตร มีชื่อเรียกในสมัยโบราณว่าปราสาทพนมกันดาล (พนม แปลว่า ภูเขา, กันดาล แปลว่า กลาง) ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างปราสาทพนมกรอมกับปราสาทพนมบก ซึ่งอยู่บนภูเขาขนาดใกล้เคียงกัน ต่อมาเรียกปราสาทนี้ว่า ปราสาทพนมบาแคงตามลักษณะของต้นบาแคง (คล้ายต้นมะขาม) ที่มีอยู่มากในบริเวณภูเขานี้ ชื่อของปราสาทดั้งเดิมจริงๆ นั้นเรียกว่า ปราสาทยโศธระปุระ คือใช้ชื่อของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 นั่นเอง ตัวปราสาทอยู่ใจกลางของยอดเขาปราสาทพนมบาแคง จำลองลักษณะมาจากปราสาทบากอง มีสถาปัตยกรรมคล้ายกัน รูปทรงแบบปิรามิด ที่ตัวระเบียงแต่ละชั้นมีปราสาทเล็กๆ 4 มุม ภายในปรางค์ประธานมีศิวลึงค์ตั้งอยู่ตั้งแต่ พ.ศ.1450 ในปีที่เริ่มสร้างปราสาท ในขณะที่การก่อสร้างยังคงดำเนินต่อไปจาก พ.ศ. 1450-1471 นานถึง 21 ปี หลังจากนั้นอีก 40 ปีในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ได้มีการบูรณะซ่อมแซมปราสาทนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก พระพุทธรูปที่เห็นในปรางค์ประธานนั้น มีการอัญเชิญพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้นไปประดิษฐานบนแท่นหินทรายแทนศิวลึงค์เมื่อ พ.ศ. 2059
ปราสาทพนมบาแคง เป็นศาสนสถานแห่งแรกของเมืองพระนคร ทางขึ้นอยู่ทางทิศตะวันออกเป็นเขาสูงชัน ปัจจุบันตัวปราสาททรุดโทรมลงมากแต่ยังมีความยิ่งใหญ่ เริ่มจากบันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานที่มีอยู่ 5 ชั้น แต่ละชั้นมีปรางค์เล็ก 12 ปราสาท รวม 5 ชั้น มี 60 ปราสาท ส่วนบนยอดมีปรางค์บริวารล้อมรอบปรางค์ประธานอีก 4 ปราสาท เสมือนเป็นการจำลองยอดเขาพระสุเมรุรวมทั้งหมดมี 89 ยอด
ตัวปราสาท ตั้งอยู่บนยอดเขา จึงเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม โดยเฉพาะเห็นยอดปราสาทนครวัดผุดขึ้นกลางป่า ในยามบ่าย แสงสาดส่องเข้าปรางค์ปราสาทนครวัดทำให้เห็นเป็นสีทอง นอกจากนั้นยังเห็นวิวได้ 360 องศา เป็นบารายทิศตะวันตกซึ่งกลางบารายนี้จะมีสระเล็กๆ เป็นที่ตั้งของปราสาทแม่บุญตะวันตก นอกจากนี้ยังเห็นตัวเมืองเสียมเรียบ เห็นยอดเขาพนมบกที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 14 กิโลเมตรและเทือกเขาพนมกุเลนทอดยาว
เวลาท่องเที่ยว : ช่วงตอนบ่าย-เย็น เพราะจะได้ดูพระอาทิตย์ส่องตัวปราสาทนครวัด หรือจะรอดูพระอาทิตย์ตกก็สวยงาม


















โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 3 บันทึกการเดินทางฮ่องกง เซินเจ้น จูไห่ มาเก๊า วันที่ 8-12 ต.ค.55

บันทึกการเดินทางฮ่องกง เซินเจ้น จูไห่ มาเก๊า วันที่ 8-12 ต.ค.55

วันที่ 7-8 ตุลาคม 2555 เดินทางถึงสนามบินฮ่องกง
วันที่ 9 ตุลาคม 2555  โอซีทีอีสท์เซินเจิ้น มาบุญครองเชินเจิ้น 
วันที่ 10 ตุลาคม 2555   หวีหนี่ วัดไป๋เหลี่ยน ตลาดกงเป่ย จูไห่
วันที่ 11 ตุลาคม 2555 ร้านผ้าไหม ตลาดกงเป่ย มาเก๊า
วันที่ 12 ตุลาคม 2555 มาเก๊า ฮ่องกง

วันที่ 10 ตุลาคม 2555 วันนี้ก็ใช้สูตรเดิมค่ะ 6 7 8 ส่วนใหญ่ถ้าเดินทางกับครูพรรณี จะใช้สูตรนี้ตลอดครูพรรณีบอกว่าจะได้พักผ่อนเต็มที่ทำให้ทุกคนสดชื่นไม่เหนื่อย วันนี้เดินทางสู่จูไห่ ทุกคนเตรียมพร้อม Check Out โรงแรมเรียบร้อย เก็บภาพถ่ายเป็นที่ระลึกก่อนเดินทางกันเล็กๆน้อยๆ





ระยะทางจากเซินเจ้น ถึงจูไห่ 64.71 Km ระหว่างทางก็แวะซื้อเครื่องดื่มกัน จริงๆก็ไม่ได้หิวหรือกค่ะ ซื้ออยากจะได้ใช้เงินหยวนบ้างล่ะ ตั้งแต่มาถึงเมือจีนยังไม่ได้ Shopping อะไรเลยนะนี่ ที่เชินเจ้นก็ไม่ได้ซื้ออะไร ต้องต่อรองราคาเยอะมาก แค่ช่วยต่อรองซื้อของให้พี่ๆ เหนื่อยมากๆกว่าจะได้ของซักชิ้น เอวันนี้เราจะได้ซื้ออะไรบ้างมั๊ยนะ เมืองจูไห่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ 1 ใน 5 ของประเทศจีน "จูไห่" ได้รับยกย่องจากสหประช…

ท่องเที่ยวดาร์จีลิ่ง สิกขิม ประเทศอินเดีย ตอนที่ 1

ตอนที่ 1ตอนที่ 2ตอนที่ 3

ตอนที่ 1 เดินทางมา ดาร์จิลิ่ง  กังต๊อก ตอนที่ 2 กังต๊อก หมู่บ้านลาชุม หุบเขาชุมถัง ตอนที่ 3 กังต๊อก ทะเลสาบฌางโก เดินทางกลับ
วันที่ 2-10 พฤษภาคม 2558


สิกขิม Sikkim เป็นรัฐที่เล็กที่สุดรองจากรัฐกัวหรือโคอา ในประเทศอินเดีย มีพื้นที่ทั้งสิ้น 7,098 ตารางกิโลเมตร มีเมืองหลวงชื่อ กังต๊อก Gangtok สิกขิม มียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาคันชังจุงก้า Khangchendzonga เดิมมีความสูงถึง 8,598 เมตร สูเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากยอดเขาเอเวอร์เรสที่สูง 8,848 เมตรและยอดเขาเคทูที่สูง 8,611เมตร
ตอนที่ 1 วันที่ 2-3 พฤษภาคม 2558  สุราษฎร์ธานี  กัลกัตตา บักโดรา ดาร์จิลิ่ง กังต๊อก เดินทางจากสนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานีโดยส่ยการบิน Thai Lion Air เที่ยวบิน JT 8567
 เครื่องดีเลย์เกือบชั่วโมง ได้ออกเดินทางประมาณ 17.50 น ถึงสนามบินดอนเมือง 19.00 น.ต่อด้วย Shuttle Bus. ไปสุวรรณภูมิ เที่ยวนี้คนไม่เยอะ อากาศก็ไม่ร้อน รถก็ไม่ติดไม่เหมือนคราวที่แล้วที่ไปเกาหลีอากาศร้อนแอร์ไม่เย็นแถมรถติดอีก  จากนั้นก็ไปพร้อมกันที่ชั้น 4 ประตู 5 ระหว่างนี้ก็ไปแลกเงินที่ธนาคารไทยพานิชย์ ได้ในอัตรา 1 รูปีเงินไทย 0.607 บาท แต่ถ…

ท่องเที่ยว ณ JEJU เกาหลีใต้

2-6 เมษายน 2558


เกาะเชจู เมืองมรดกโลก ที่องค์การ UNESCO ให้รางวัลเกาะเชจูเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแห่งใหม่ของโลก The World's new 7 wonders of nature เพราะเกาะเชจูเป็นเกาะที่เกิดใหม่จากภูเขาไฟ
วันที่ 2 เมษายน 2558 ออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่เวลาประมาณ 11.30 น.ใช้บริการ Driver กิตติมศักดิ์คนเดิมอีกเช่นเคย พี่ตุ๊พี่สาวที่น่ารักนั่นเองให้บริการทุกครั้งไม่เคยบ่น น่ารักจังพี่สาวเรา ถึงโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา รอรับพี่สมชาย และน้องตี๋ เพื่อนร่วมเดินทางไป เจจู ทริปนี้ค่ะ สมาชิก 20 คนนำทีมโดยพี่ตู่กับพี่ยิ่งค่ะ บางส่วนก็เดินทางล่วงหน้าไปกทม.ก่อนแล้ว สำหรับคณะที่เดินทางวันนี้ นัดกันที่สนามบินสุราษฎร์ธานี เดินทางไปกรุงเทพมหานครด้วยเที่ยวบิน DD7213. Nok Air เวลา 14.20 ถึง กทม.เวลา 15.30 มีเวลาเหลือเฟือทัวร์นัดรวมพลกันเวลา 23.00 ตัดสินใจเดินทางด้วย Shuttle Bus ฟรี 

เจ้าหน้าที่ขอตั๋วพวกเราไม่มีแต่ใช้ตารางการเดินทางไปเกาหลีได้รถออกเวลา 16.00 น. ฟรีแต่ว่าร้อนมากๆ แต่ก็อดทนล่ะประหยัดค่า taxi ไปเกือบพันบาทเพราะถ้าเดินทางด้วย Taxi จะต้องใช้ 2 คัน ร้อนหน่อยก็ถือว่าคุ้มล่ะ ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ …