....บันทึกการเดินทาง เสียมเรียบ ของกิติมา จูลี่เหมย..... ตอนที่ 4

วันที่ 13 ตุลาคม 2556 เช้านี้ตื่นนอนเร็วกว่าปกติ ไม่ได้ใช้สูตร 6 7 8 แต่เป็น 5 7 8 คือตื่นตั้งแต่ตี 5 เก็บกระเป๋าสัมภาระต่างๆให้เรียบร้อย พร้อม Check out เช้านี้ คืนนี้พวกเราต้องไปนอนที่โรงแรม Angkoriana Hotel ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ www.angkorianahotel.com อยู่ใกล้ ประมาณ 1 Km กับ Angkor Night Market คืนนี้ได้ shopping แล้ว...ทานอาหารเช้าง่าย ๆ เหมือนเมื่อวาน ข้าวต้ม กาแฟ ขนมปัง น้ำส้ม...Check Out เรียบร้อยนำกระเป๋าไปกับรถด้วยเพื่อความสะดวก นั่งรถไปเส้นทางปราสาทบันทายสรี แต่วันนี้ไปไกลกว่าเมื่อวาน

เส้นทางก็ลำบากกว่าเมื่อวาน บางช่วงก็เป็นถนนดินแดง มีพระรับบิณฑบาตรเป็นระยะๆ ช่วงขึ้นเขา รถต้องใช้กำลังเยอะต้องปิดแอร์ เปิดหน้าต่างก็ไม่กล้าเปิดมากกลัวกิ่งไม้ ดีที่ออกเดินทางตั้งแต่เช้าอากาศไม่ร้อน...พอลงจากรถ ก็มีเด็กๆมาวิ่งตามตลอดทางที่พวกเราเดินไป ตอนแรกก็สงสัยว่าเด็กๆวิ่งตามมาทำไมจะมาขอเงินหรือป่าว...เด็กเค้ามีกติกาเป่ายิงฉุบใครชนะจะได้ไปรับบริการเฝ้ารองเท้าช่วงที่พวกคณะเราไปไหว้พระใหญ่กัน เด็กๆเค้าก็มีกฏเกณฑ์ปฏิบัติกัน น่ารักจัง ... ศิวลึงค์นับพันองค์อยู่ใต้น้ำ แต่วันนี้น้ำมากไหลแรงด้วย ดูไม่ค่อยชัด...








เดินต่อเพื่อไปดูจุดเริ่มต้นของน้ำตก...เก็บภาพถ่ายเป็นที่ระลึกได้หลายภาพ เช้าๆ นายแบบ นางแบบหน้าตาสดใสทุกคน...

หลังจากนั้นก็ไปไหว้พระใหญ่ เด็กคนเมื่อกี้เค้ามารอทำหน้าที่อยู่แล้ว 11 คู่ๆละ 1000 เรียล เท่ากับ 10 บาท 11 คู่ก็ได้รายได้ไปแล้ว 110 บาท ไกด์แซวว่าต้องแบ่งรายได้กับไกด์เค้าบอกว่าได้ หลังจากไหว้พระใหญ่กันเรียบร้อยแล้ว 
ก็ไปที่น้ำตกชั้น 1 2 3 

















และทานอาหารกลางวัน น่าจะเป็นอาหารพื้นเมืองแท้ๆ แน่เลย ทั้งกลิ่นและรสชาดอาหารแปลก โดยเฉพาะไข่เจียวไม่ทราบเค้าใส่อะไรไปด้วยแตะกันคนละนิดพอรู้รสชาด แต่ที่อร่อยสุดก็คือผัดผักบุ้ง หลังจากนั้นก็เดินทางกลับเข้าเมืองซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทีมตากล้องต้องการจะเข้าไปถ่ายภาพเพิ่มเติมที่ปราสาทนครวัด ต้องไปทำบัตรเข้าชมใหม่อีกคนละ 20$ ส่วนคณะที่เหลือก็ไป Shopping ที่ Angkor Night Market มีเวลา Shopping 1 ชั่วโมง ได้ของที่ระลึกกันมาคนละเล็กละน้อย การซื้อของต้องต่อรองราคาพอสมควรนะ ใช้เงินไทยได้เลยค่ะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ผ้าพันคอลายอังกอวัด แม่ค้าบอก 200 บาท ต่อรองได้ 40-50 บาท หลังจากนั้นต้องไป Check in ที่โรงแรม Angkoriana Hotel รอคณะที่ไปถ่ายภาพกลับมาก่อนค่อยออกไปอีกครั้ง
หัวค่ำฝนตกอย่างหนัก พวกเราเลยทานอาหารที่โรงแรมเลย มือนี้อร่อยด้วยสปาเก็ตตี้อาหารอร่อยมากขอบอก ทานอาการเสร็จฝนหยุดตก ทุกคนเตรียมพร้อมออกไป Shopping ก็แบ่งเป็น 2 คณะอีกแล้ว คณะแรกเดินจากโรงแรมไปตลาด อีกคณะนั่งรถสามล้อ ค่ารถ 100 บาท ให้ทายซิว่าเค้าไปคณะไหน 555....ไปถึงก็เริ่ม shopping อีกเล็กๆน้อยๆ ต้องต่อรองราคาเยอะๆ กลับที่พักพักผ่อน...วันนี้ก็เป็นวันแห่งความสุขอีกเช่นเคย

ในภาษากัมพูชา พนม หมายถึง ภูเขา กุเลน หมายถึง ต้นลิ้นจี่ ชื่อนี้ได้มาจากบริเวณนั้นมีต้นลิ้นจี่มากนั่นเอง มเหนทรบรรพต หรือ เขาพนมกุเลน ในปัจจุบัน เป็นเทือกเขาสูงทอดยาว พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ได้สถาปนาศูนย์กลางเมืองหลวงขึ้นพร้อมๆ กับที่ได้สถาปนาลัทธิเทวราชาขึ้น เพื่อความต้องการทางการเมืองให้หลุดพ้นจากอำนาจของชวา มีการประกอบพิธีกรรมโดยเชิญพราหมณ์มาเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมดังกล่าว
ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บอกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงประทับอยู่ที่เขาพนมกุเลนนานเท่าไร แต่นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าคงไม่นานเพราะเป็นภูเขาสูงชัน ภูมิประเทศจึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นเมืองหลวงเท่าใดนัก ในที่สุดพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ก็เสด็จกลับมาครองราชย์ที่หริหราลัยอีก ประทับอยู่จนถึงวันสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ก็เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.1393 ภายหลังการเสด็จสวรรคตแล้ว ทรงได้รับพระนามว่า ปรเมศวร หลังจากนั้นไม่มีกษัตริย์ขอมองค์ใดย้ายเมืองหลวงมาบนเขาพนมกุเลนอีกเลย หลังจากนั้นมาอีก 300 ปี จึงมีการสร้างมหาปราสาทนครวัดขึ้น ร่องรอยของปราสาทบนเขาพนมกุเลนจึงพบเป็นปราสาทหลังเล็กๆและมีสภาพทรุดโทรมลงมาก มีเพียงแต่ศิวลึงค์ที่ถูกแกะสลักอยู่ใต้น้ำนับพันอันที่ยังคงสภาพดีอยู่
ศิวลึงค์นับพันองค์อยู่ใต้น้ำ ศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย บูชาศิวลึงค์ว่าเป็นต้นกำเนิดของสรรพชีวิต ศิวลึงค์นั้นก็คืออวัยวะเพสชายใช้แทนพระศิวะ และฐานโยนีที่ล้อมรอบศิวลึงค์ ก็คืออวัยวะเพศของเพศหญิง ซึ่งก็คือนางอุมาเทวีชายาของพระศิวะนั่นเอง ชาวฮินดูเชื่อว่าตราบใดที่อวัยวะทั้งสองยังอยู่ด้วยกัน ตราบนั้นโลกจะอยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรืองสำหรับการบูชาศิวลึงค์นั้น พราหมณ์จะเป็นผู้นำน้ำมาราดบนศิวลึงค์และน้ำที่รดนั้นจะไหลออกไปที่ช่องโยนี ลงไปสื่อโสมสูตรผู้คนที่มารองรับน้ำนี้ไปกินเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สามารถรักษาโรคภัยได้
การประกอบพิธีด้วยการทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ กระทำไม่บ่อยนัก โดยปกติแล้วแท่นศิวลึงค์จะถูกประดิษฐานไว้บนปรางค์ประธานของปราสาท ต่างๆ เมื่อกระทำพิธีเศกน้ำศักดิ์สิทธิ์จึงได้ปริมาณน้ำที่ไม่มากนักในขณะที่ชาวเมืองต่างพากันมารองรับน้ำกันมากมาย พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงเห็นว่าเป็นความยุ่งยากและไม่ทั่วถึง จึงเกิดความคิดทำให้แม่น้ำเสียมเรียบกลายเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เสมือนแม่น้ำคงคา พระองค์จึงโปรดให้สร้างศิวลึงค์อยู่ใต้น้ำเสียเลยเมื่อน้ำไหลผ่านรูปแกะสลักศิวลึงค์ใต้น้ำ จึงเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ให้ผู้คนมารองรับไปกิน หรือนำไปฝากญาติมิตรที่อยู่ห่างไกลออกไปได้สะดวก
ศิวลึงค์ที่อยู่ใต้น้ำที่เป็นช่วงต้นแม่น้ำเสียมเรียบนี้อยู่บนเขามีภูมิประเทศเป็นหินทรายอยู่ใต้น้ำยาวหลายร้อยเมตร ขอมโบราณได้ขุดทางเดินสายน้ำใหม่เป็นทางเบี่ยงให้ลงไปอีกทางหนึ่ง เพื่อจะให้บริเวณที่จะทำการแกะสลักศิวลึงค์ใต้น้ำได้สะดวก เมื่อการแกะสลักเรียบร้อยแล้วจึงกลบ ทางเบี่ยงนั้นแล้วปล่อยให้น้ำไหลตามเดิม
สำหรับศิวลึงค์ที่อยู่ใต้น้ำมีมากถึงหนึ่งพันองค์ซึ่งใช้แทนฤาษีหนึ่งพันตน นอกจากศิวลึงค์แล้วยังมีรูปวิษณุเทพถูกแกะสลักอยู่ด้วยกัน
พนมกุเลนเป็นที่ตั้งของมเหนทรบรรพต มเหนคร หมายถึง พระศิวะ ส่วนบรรพตนั้นหมายถึง ภูเขา ความหมายของเมืองจึงเป็นที่อยู่ของพระศิวะ พนมกุเลนจึงเป็นนิมิตรรูปของเขาพระสุเมรุราชที่มี 109 ยอด ยอดสูงสุดคือยอดเขาไกรลาศ เป็นที่อยู่ของพระศิวะ และพระนางอุมาเทวี และพนมกุเลนยังเป็นสัญลักษณ์ของเขาหิมาลัย ที่มีแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลลงมาจากธารสวรรค์
น้ำตกพนมกุเลน หลังจากชมความมหัศจรรย์ของศิวลึงค์พังองค์แล้ว สายน้ำที่ไหลลดหลั่นลงสู่ที่ต่ำยังก่อให้เกิดชั้นน้ำตกสวยงามถึงสองชั้นด้วยกัน ชั้นแรกเป็นน้ำตกชั้นเล็ก ดูสวยงาม น้ำไหลลงเป็นม่านท่ามกลางราวไพรที่โอบล้อม ส่วนชั้นช่างมรทางเดินเลาะลงไปเล็กน้อยจะพบชั้นน้ำตกสูง สถานที่นี้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเขมร
วัดพระองค์ธม นอกจากการได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์หรือที่ใครๆ ขนานนามว่าเทวาลัยใต้น้ำแล้ว ยังมีศาสนสถานอีกแห่งหนึ่งที่น่าไปชม คือวัดพระองค์ธม หรือวัดพระองค์ใหญ่นั่นเอง อยู่บนยอดสูงสุด ห่างจากน้ำตกไม่ไกลนัก พระพุทธรูปนี้เดิมทีเป็นก้อนหินขนาดใหญ่และถูกแกะสลักเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขึ้น โดยฐานยังเป็นก้อนหินอยู่ การขึ้นไปชมนั้นต้องปีนบันไดสูงสิบกว่าเมตรไปยังโบสถ์ลอยฟ้า ที่สร้างขึ้นไว้คลุมองค์พระ และยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม เห็นราวป่าเขียวชอุ่มพระพุทธรูปนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1701 ในรัชสมัยพระเจ้าศรีสุคฯธบุตรและพระเจ้าองค์จันทร์ที่ 1

พบตอนต่อไป ตอนที่ 5




โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ท่องเที่ยว ณ JEJU เกาหลีใต้

ตอนที่ 1 เดินทางเลห์ ลาดักห์ ประเทศอินเดีย 7-15 เมษายน 2560 (7-9 เมษายน 2560 เดินทาง โกลกัตตา-นิวเดลี-เลห์)

ตอนที่ 4 เดินทางเลห์ ลาดักห์ ประเทศอินเดีย 7-15 เมษายน 2560 (12 เมษายน 2560 LEH)