ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ตอนที่ 3 เดินทางหลวงพระบาง 7-11 มกราคม 2559 (10 มกราคม 2560)

ตอนที่ 3 เดินทางหลวงพระบาง  7-11 มกราคม 2559  (10 มกราคม 2560)
ตอนที่ 1 ตอนที่ 2 ตอนที่ 3 ตอนที่ 4

วันที่ 10 มกราคม 2560 เช้าวันนี้จะไปตักบาตรข้าวเหนียว เดินไปหาตำแหน่งเหมาะๆ เสียดายที่ไม่ได้แต่งชุดลาว แต่ก็มีความตั้งใจเต็มร้อยที่จะตักบาตรข้าวเหนียว โดยซื้อข้าวเหนียวและขนมแห้งชุดละ 100 บาท มีข้าวเหนียว 1 กะติ๊บ+ขนมแห้ง 1 ตะกร้าเล็กๆ เค้ามีวิธีตักบาตรข้าวเหนียว หยิบข้าวเหนียวทีละนิด และขนม ตักไปเรื่อยๆจนหมด ขอย้ำนะคะถ้าแม่ค้าจะเอามาให้อีกเพราะเค้าจะคิดเงินเพิ่มอีกครั้งละ 100 บาทระวังด้วยนะคะเดี๋ยวแม่ค้าจะเอามาเพิ่มให้เรื่อยละแย่เลย.........พระจะมาเดินบิณฑบาตรเป็นวัดมีพระเยอะมาก แต่เช้านี้ฝนตกนักท่องเที่ยวก็ไม่มากเท่าไหร่ พี่ตู่พี่ยิ่งเล่าให้ฟังว่าเช้าเมื่อวานมีนักท่องเที่ยวเยอะมากเสียดายที่ไม่ได้ออกมา...วันนี้ไม่ค่อยคึกคัก...







เช้านี้ฝนตกปรอยๆ บรรยากาศก็สวยอีกแบบถือโอกาสถ่ายภาพเล่นกันหลายภาพ ถือโอกาสใช้ผ้าพันคอที่ซื้อเมื่อวานมาใช้ซะเลย...








































เดินมาทานอาหารเช้าวันนี้เมนูข้าวปุ้น  อร่อยดีค่ะทานจนอิ่มแล้วระหว่างนี้ฝนตกเยอะขึ้น พี่ตู่กับพี่ยิ่งกำลังตัดสินใจว่าจะเดินต่อไปที่วัดเชิงทองจะไหวป่าว ประเมินสถานการณ์ว่าไม่ไหวแน่ๆ พี่ยิ่งเสนอว่าไปนั่งทานกาแฟที่ร้านใกล้ๆน่าจะดีกว่า 







และแล้วพวกเราก็มาทานกาแฟที่ร้านนี้ดีมากๆๆ WIFI เร็วมากอับรูปกันสนุก ถึงกาแฟจะแพงซักหน่อยก็ถือว่าคุ้มเมื่อแลกกับได้นั่งหลบฝนแบบมีความสุขแถม WIFI ที่เร็วมาก...แค่นี้ก็ Happy แล้วล่ะค่ะ























ยังไงๆฝนก็ไม่หยุดตก เลยตัดสินใจกลับไปพักที่เกสเฮาส์ ประมาณ 10 โมงกว่า ก็เดินออกมาที่พิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง หอพิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง "ที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตประเทศลาว"ตั้งอยู่ตรงข้ามกับทางขึ้นเขาภูสี หอพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง แต่เดิมเคยเป็นพระราชวังหลวงที่พำนักของเจ้ามหาชีวิต เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2447 ในสมัยพระเจ้าสักกะริน และมาแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2452 ในสมัยพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ลักษณะเป็นหมู่อาคารชั้นเดียว มีแผนผังเป็นรูปกากบาท และสร้างฐานซ้อนกันหลายชั้น หลังคามุงกระเบื้อง นับเป็นการผสมผสานความลงตัวของตัวอาคารแบบฝรั่งเศสกับศิลปะแบบล้านช้างในตัวพระราชวังได้อย่างลงตัว โดยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ประทับอยู่ที่พระราชวังหลวงพระบางจวบจนสิ้นพระชนม์ ต่อมาภายหลังเปลี่ยนระบอบการปกครองในประเทศลาวเมื่อพ.ศ.2518 รัฐบาลลาวได้ใช้พระราชวังหลวงนี้เป็นหอพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง และเปิดทำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519

เมื่อผ่านประตูทางเข้าไปแล้ว จุดเด่นที่สุดคือ แถวของต้นตาลขนาดใหญ่ที่ขนาบอยู่ทั้งซ้ายและขวาไปจนถึงตัวอาคาร จากนั้นเมื่อเข้าไปใกล้ก็จะเห็นหลังคามณฑปและรูปช้างสามเศียรบนหน้าบันด้านหน้า อันหมายถึง อาณาจักรล้านช้างทั้งสาม (หมายถึง หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาสัก) โดยรายละเอียดส่วนนี้ ถูกเพิ่มเติมเข้ามาในปี พ.ศ. 2473 เมื่อเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์มีรับสั่งให้บูรณะระหว่างที่รอการสถาปนาราชอาณาจักรลาว ประกอบด้วยห้องเด่นๆหลายห้อง คือ

ห้องรับแขกของเจ้ามหาชีวิตหรือ ห้องฮับต้อน เป็นห้องสำหรับรับมอบสาสน์ตราตั้งต่างๆ มีรูปปั้นบรอนซ์ครึ่งพระองค์ของเจ้ามหาชีวิตมหินทรเทพ (เจ้าอุ่นคำ) , เจ้ามหาชีวิตสักกะริน (เจ้าคำสุก) และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ บนผนังเป็นภาพเขียนบนผ้าใบผืนใหญ่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของชาวลาว ภาีพฮีตประเพณีลาวที่สำคัญ ลักษณะงานศิลปะแบบ impressionism ฝีมือของจิตรกรหญิงของชาวฝรั่งเศสชื่อ อลิซ เดอ โฟเตอโร ซึ่งเขึยนขึ้นในปี พ.ศ.2473 และอีกผนังด้านหนึ่งยังมีภาพแกะไม้จากวรรณคดีรามเกียรติ์ ฝีมือสกุลช่างหลวงพระบางสายเพี้ยตัน

ท้องพระโรงใหญ่ เป็นสถานที่ออกต้อนรับราชฑูตจากประเทศต่างๆ ที่เข้ามาถวายพระราชสาสน์ตราตั้ง ฝาผนังประดับกระจกสีหรืองานประดับดอกดวง แบบเดียวกับที่วัดเชียงทอง เป็นเรื่องนิทานพื้นบ้านของลาว เช่น เรื่องท้าวจันทะพานิด เรื่องขุนบรม เรื่องตำนานการแห่งพระบางขึ้นมาจากเขร รวมทั้งเรื่องงานประเพณีในรอบปีหรือฮีตสิบสอง สุดท้องพระโรงเป็นพระราชบัลลังก์ทำด้วยไม้แกะสลักแล้วหุ้มทองคำอีกชั้น (มีเชื่อกกั้นห้ามนักท่องเที่ยวเข้า) บัลลังก์นี้เตรียมไว้สำหรับพิธีบรมราชาภิเษกเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาในปี พ.ศ.2519 แต่ประเทศลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียก่อน ตู้กระจกรอบท้องพระโรงนี้ก็จัดแสดงเครื่องราชกุธภัณฑ์สำหรับใช้ในพิธีนี้เช่นกัน เช่น พระแสงขรรค์ ฉลองพระบาท พระแส้จามรี

ทางปีกซ้ายและขวาของห้องท้องพระโรงเป็นตู้จัดแสดงพระพุทธรูปทั้งทำด้วยทองคำ แก้ว สำริด หรือไม้ตีทองคำหุ้ม ส่วนใหญ่มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 พระพุทธรูปเหล่านี้ส่วนมากพบอยู่ใต้ฐานของพระธาตุหมากโมเมื่อบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.2457 ในสมัยพระเจ้าศรีสว่างวงศ์

• ห้องพิธีการ หรือท้องพระโรงหน้า เคยใช้เป็นห้องรับแขกภายในและคณะฑูตานุฑูตระหว่างเฝ้ารอรับเสด็จ และในบางโอกาสห้องพิธีการยังใช้เป็นที่ฟังธรรมสำหรับเจ้ามหาชีวิต รวมทั้งใช้จัดงานสำคัญของราชสำนัก เช่น งานอภิเษกสมรสของบรรดาราชวงศ์ฝ่ายในสิ่งของที่จัดแสดงอยู่ในปัจจุบันมี หอธรรมาสน์ เป็นไม้แกะสลักด้วยฝีมือสกุลช่างหลวงพระบาง, พระพุทธรูปสำริด ศิลปะลาวโบราณ มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 17-19 , เศียรพระพุทธรูปมถุรา ซึ่งได้รับมอบมาจากรัฐบาลอินเดีย

ห้องรับแขกของมเหสี แบ่งเป็นสองตอน ห้องใหญ่ซึ่งเคยใช้เป็นห้องรับแขกของพระมเหสีมีตู้จัดแสดงของขวัญจากประเทศต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ส่งมาถวายเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์วัฒนาในระหว่างที่จะเข้าพิธีบรมราชาภิเษก ส่วนห้องเล็กด้านในสุดจัดวางรูปเขียนสีน้ำมันขนาดใหญ่ของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา รูปพระมเหสีคำผุย และรูปเจ้าชายวงศ์สว่างมกุฎราชกุมาร วาดขึ้นในปี พ.ศ.2510 วาดโดยจิตรกรชาวรัสเซีย

ยอดมณฑปทอง แต่เดิมอาคารพระราชวังเป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง รูปทรงแบบโคโลเนียลสไตล์ ต่อมาในพ.ศ.2473 พระเจ้าศรีสว่างวงศ์โปรดเกล้าให้สร้างหลังคาแบบมณฑปเพิ่มเติมขึ้น เพื่อให้มีรูปลักษณ์แบบศิลปะตะวันออก โดยมีรูปช้างสามเศียร อันเป็นสัญลักษณ์ของ "ราชอาณาจักรลาว" อยู่บนหน้าบันเหนือมุขทวารด้านหน้า

ค่าเข้าชม 30,000 กีบ (ประมาณ 120 บาท)
เปิดเวลา 08.00 - 11.30 น. และ 13.30 - 16.30 น. เปิดทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร และวันหยุดรัฐการ (บุญปีใหม่ลาว บุญช่วงเฮือ วันชาติ และวันปีใหม่สากล)


• หมายเหตุ ภายในหอพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง ห้ามการถ่ายรูปทุกชนิดรวมถึงจดบันทึกอย่างเด็ดขาด และผู้เข้าชมต้องแต่งกายสุภาพ ไม่อนุญาตสวมกางเกงขาสั้น แว่นกันแดด และสวมหมวกและห้ามสูบบุหรี่ นักท่องเที่ยวจึงต้องฝากกล้องถ่ายรูปและกระเป๋าสัมภาระ ในตู้เก็บของที่มีกุญแจหนาแน่น (โดยไม่เสียค่าใช่จ่าย)

ที่มาข้อมูล: http://www.lannatouring.com/World/lao/Luangprabang/RoyalPalace-Phousi.htm












เสียดายมากเมื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์หลวงพระบางแล้วถึงเวลาที่เค้าปิดช่วงพักกลางวัน หอพระบางก็ปิดตามเวลาเช่นกันถ้าจะเข้าชมก็ต้องมาอีกครั้งเวลา 13.30 น.

พระบาง หอพระบาง : "สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง"

หอพระบาง
นอกจากอาคารพระราชวังเดิมซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์หลวงพระบางแล้ว ทางด้านขวามือของประตุทางเข้ายังมี "หอพระบาง" อาคารสีทองขนาดใหญ่ ทรงสิมแบบหลวงพระบาง ตกแต่งด้วยลายดอกดวง (กระจกสี) เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานหลวงพระบาง โดยทางเมืองหลวงพระบาง ได้อัญเชิญพระบางย้ายมาประดิษฐานที่หอพระบางแห่งนี้เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2556 ส่วนทางด้านซ้ายมือของประตูทางเข้าก็คือ "อนุสาวรีย์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์" (ครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2448-2502) โดยพระองค์ถือเป็นกษัตริย์ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก (ที่เขียนโดยคนลาว) ให้แก่ประเทศลาวในปี พ.ศ. 2490

พระบาง
พระบางพุทธลาวรรณ หรือเรียกกันทั่วไปว่า “ พระบาง” เป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สูงสองศอกเจ็ดนิ้ว(ประมาณ 1.14 เมตร)หล่อด้วยสัมฤทธิ์(ทองคำผสม 90 เปอร์เซ็นต์) โดยมีพุทธลักษณะคือ ประทับยืนยกพระหัตถ์ขึ้น นิ้วพระหัตถ์เรียบเสมอกัน พระพักตร์ค่อนข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยม พระนลาฏกว้าง พระขนงเป็นรูปปีกกา พระเนตรเรียว พระนาสิกค่อนข้างแบน พระโอษฐ์บาง พระเศียรและพระเกตุมาลาเกลี้ยงสำหรับสวมเครื่องทรง ปั้นพระองค์เล็ก พระโสภีใหญ่ ครองจีวรห่มคลุม แลเห็นแถบสบงและหน้านาง

ตามตำนานว่า พระเจ้ากรุงอินทรปัตหรือกัมพูชาได้มาจากลังกาทวีป พระอรหันต์นามว่า จุลนาคเถระ เป็นผู้หล่อขึ้นในปี พ.ศ. 436 โดยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานในองค์พระบางถึงหกตำแหน่ง วัตถุที่ใช้หล่อเป็นทองคำ ผสมทองแดงและเงิน โดยมีเนื้อทองคำถึง 90%

จนเมื่อ พ.ศ. 1902 พระเจ้าฟ้างุ้มกษัตริย์แห่งล้านช้างซึ่งมีความเกี่ยวพันทางเครือญาติกับพระเจ้ากรุงเขมร ได้ตีเมืองเชียงดง- เชียงทองแล้ว มีพระราชประสงค์ที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ประดิษฐานมั่นคงในพระราชอาณาจักร จึงได้ทูลขอพระบางพระเจ้ากรุงอินทรปัตซึ่งเป็นพ่อตา เพื่อมาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงทองอันเป็นนครหลวงของอาณาจักรล้านช้างในขณะนั้น

แต่เมื่ออันเชิญพระบางมาได้ถึงเมืองเวียงคำ(บริเวณแถบเมืองเวียงจันทร์ในปัจจุบัน) เพื่อหนึศึกพม่านั้น ก็มีเหตุอัศจรรย์ขึ้นจนไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ พระบางจึงได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองนี้จนถึง พ.ศ. 2055 อันเป็นสมัยของพระเจ้าวิชุณราช ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าเมืองเวียงคำมาก่อน ครั้นปี พ.ศ. 2103 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชย้ายเมืองหลวงพระบางลงมายังเวียงจันทร์ พร้อมได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมากรุงเวียงจันทน์ด้วย จึงสามารถนำเอาพระบางขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดวิชุนราชในนครเชียงทองต่อไป พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเมืองเชียงทองเป็นนครหลวงพระบาง ทำให้เมืองเชียงทองถูกเรียกว่า หลวงพระบาง นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมาในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ยกทัพเข้ายึดครองอาณาจักรล้านช้างไว้ได้ จึงได้อาราธนาพระบาง พร้อมทั้งพระแก้วมรกต ลงมาประดิษฐานที่กรุงธนบุรี ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงได้พระราชทานพระบางคืนให้แก่เมืองหลวงพระบางดังเดิมตราบจนทุกวันนี้ ส่วนพระแก้วมรกตนั้นประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วในปัจจุบัน

พระบางนอกจากถือเป็นพระคู่เมืองหลวงพระบางแล้ว ยังเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่สุดในประเทศลาวด้วย ปัจจุบันพระบางประดิษฐานอยู่ที่ หอพระบาง พิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง

ที่มาข้อมูล: http://www.lannatouring.com/World/lao/Luangprabang/RoyalPalace-Phousi.htm












ทานอาหารกลางวันกันอิ่มแล้วก็เดินชมเมืองกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัด ในหลวงพระบางมีวัดเยอะมาก เดินไปถนนเส้นไหนก็มีวัด ส่วนใหม่วัดมักจะอยู่ไกล้ๆกัน
















จากนั้นก็เดินไปที่แม่น้ำคาน ถ่ายภาพเล่นกันนิดหน่อย รอเวลาทานอาหารเย็น


















สุดท้านตัดสินใจทานอาหารมื้อเย็นที่ร้านหน้าที่พัก เค้าเปิดเป็นที่จำหน่ายสินค้าพื้นเมือง รับมาจากชาวบ้านโดยตรง และจำหน่ายอาหารด้วย อาหารอร่อยค่ะ วันนี้เจ้าของร้านแถมสลัดหลวงพระบางมาให้พวกเราด้วย 1 จานอร่อยมากติดใจเลยค่ะ  เจ้าของร้านบอกว่ามาหลวงพระบางแล้วไม่ได้กินสลัดหลวงพระบางถือว่ายังไม่ถึงหลวงพระบาง พรุ่งนี้ต้องมาทานร้านนี้อีก....อีกอย่างที่ติดใจพวกเราเป็นอย่างมากคือผ้าพันคอสวยๆ พวกเราเหมากันเกือบหมดแผงสวยๆทั้งนั้น โดยเฉพาะน้องพลอยปกติไม่ค่อยชอบใช้ผ้าพันคอ...มาครั้งนี้ได้ไปหลายผืน ทั้งเพื่อนๆฝากซื้อ พี่ฟ้าด้วย น้องพลอยบอกว่าจะซื้อเตรียมไปใช้ที่ญี่ปุ่น 555 Happy ทั้งน้า ทั้งหลาน...









โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 3 บันทึกการเดินทางฮ่องกง เซินเจ้น จูไห่ มาเก๊า วันที่ 8-12 ต.ค.55

บันทึกการเดินทางฮ่องกง เซินเจ้น จูไห่ มาเก๊า วันที่ 8-12 ต.ค.55

วันที่ 7-8 ตุลาคม 2555 เดินทางถึงสนามบินฮ่องกง
วันที่ 9 ตุลาคม 2555  โอซีทีอีสท์เซินเจิ้น มาบุญครองเชินเจิ้น 
วันที่ 10 ตุลาคม 2555   หวีหนี่ วัดไป๋เหลี่ยน ตลาดกงเป่ย จูไห่
วันที่ 11 ตุลาคม 2555 ร้านผ้าไหม ตลาดกงเป่ย มาเก๊า
วันที่ 12 ตุลาคม 2555 มาเก๊า ฮ่องกง

วันที่ 10 ตุลาคม 2555 วันนี้ก็ใช้สูตรเดิมค่ะ 6 7 8 ส่วนใหญ่ถ้าเดินทางกับครูพรรณี จะใช้สูตรนี้ตลอดครูพรรณีบอกว่าจะได้พักผ่อนเต็มที่ทำให้ทุกคนสดชื่นไม่เหนื่อย วันนี้เดินทางสู่จูไห่ ทุกคนเตรียมพร้อม Check Out โรงแรมเรียบร้อย เก็บภาพถ่ายเป็นที่ระลึกก่อนเดินทางกันเล็กๆน้อยๆ





ระยะทางจากเซินเจ้น ถึงจูไห่ 64.71 Km ระหว่างทางก็แวะซื้อเครื่องดื่มกัน จริงๆก็ไม่ได้หิวหรือกค่ะ ซื้ออยากจะได้ใช้เงินหยวนบ้างล่ะ ตั้งแต่มาถึงเมือจีนยังไม่ได้ Shopping อะไรเลยนะนี่ ที่เชินเจ้นก็ไม่ได้ซื้ออะไร ต้องต่อรองราคาเยอะมาก แค่ช่วยต่อรองซื้อของให้พี่ๆ เหนื่อยมากๆกว่าจะได้ของซักชิ้น เอวันนี้เราจะได้ซื้ออะไรบ้างมั๊ยนะ เมืองจูไห่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ 1 ใน 5 ของประเทศจีน "จูไห่" ได้รับยกย่องจากสหประช…

ท่องเที่ยวดาร์จีลิ่ง สิกขิม ประเทศอินเดีย ตอนที่ 1

ตอนที่ 1ตอนที่ 2ตอนที่ 3

ตอนที่ 1 เดินทางมา ดาร์จิลิ่ง  กังต๊อก ตอนที่ 2 กังต๊อก หมู่บ้านลาชุม หุบเขาชุมถัง ตอนที่ 3 กังต๊อก ทะเลสาบฌางโก เดินทางกลับ
วันที่ 2-10 พฤษภาคม 2558


สิกขิม Sikkim เป็นรัฐที่เล็กที่สุดรองจากรัฐกัวหรือโคอา ในประเทศอินเดีย มีพื้นที่ทั้งสิ้น 7,098 ตารางกิโลเมตร มีเมืองหลวงชื่อ กังต๊อก Gangtok สิกขิม มียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาคันชังจุงก้า Khangchendzonga เดิมมีความสูงถึง 8,598 เมตร สูเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากยอดเขาเอเวอร์เรสที่สูง 8,848 เมตรและยอดเขาเคทูที่สูง 8,611เมตร
ตอนที่ 1 วันที่ 2-3 พฤษภาคม 2558  สุราษฎร์ธานี  กัลกัตตา บักโดรา ดาร์จิลิ่ง กังต๊อก เดินทางจากสนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานีโดยส่ยการบิน Thai Lion Air เที่ยวบิน JT 8567
 เครื่องดีเลย์เกือบชั่วโมง ได้ออกเดินทางประมาณ 17.50 น ถึงสนามบินดอนเมือง 19.00 น.ต่อด้วย Shuttle Bus. ไปสุวรรณภูมิ เที่ยวนี้คนไม่เยอะ อากาศก็ไม่ร้อน รถก็ไม่ติดไม่เหมือนคราวที่แล้วที่ไปเกาหลีอากาศร้อนแอร์ไม่เย็นแถมรถติดอีก  จากนั้นก็ไปพร้อมกันที่ชั้น 4 ประตู 5 ระหว่างนี้ก็ไปแลกเงินที่ธนาคารไทยพานิชย์ ได้ในอัตรา 1 รูปีเงินไทย 0.607 บาท แต่ถ…

ท่องเที่ยว ณ JEJU เกาหลีใต้

2-6 เมษายน 2558


เกาะเชจู เมืองมรดกโลก ที่องค์การ UNESCO ให้รางวัลเกาะเชจูเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแห่งใหม่ของโลก The World's new 7 wonders of nature เพราะเกาะเชจูเป็นเกาะที่เกิดใหม่จากภูเขาไฟ
วันที่ 2 เมษายน 2558 ออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่เวลาประมาณ 11.30 น.ใช้บริการ Driver กิตติมศักดิ์คนเดิมอีกเช่นเคย พี่ตุ๊พี่สาวที่น่ารักนั่นเองให้บริการทุกครั้งไม่เคยบ่น น่ารักจังพี่สาวเรา ถึงโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา รอรับพี่สมชาย และน้องตี๋ เพื่อนร่วมเดินทางไป เจจู ทริปนี้ค่ะ สมาชิก 20 คนนำทีมโดยพี่ตู่กับพี่ยิ่งค่ะ บางส่วนก็เดินทางล่วงหน้าไปกทม.ก่อนแล้ว สำหรับคณะที่เดินทางวันนี้ นัดกันที่สนามบินสุราษฎร์ธานี เดินทางไปกรุงเทพมหานครด้วยเที่ยวบิน DD7213. Nok Air เวลา 14.20 ถึง กทม.เวลา 15.30 มีเวลาเหลือเฟือทัวร์นัดรวมพลกันเวลา 23.00 ตัดสินใจเดินทางด้วย Shuttle Bus ฟรี 

เจ้าหน้าที่ขอตั๋วพวกเราไม่มีแต่ใช้ตารางการเดินทางไปเกาหลีได้รถออกเวลา 16.00 น. ฟรีแต่ว่าร้อนมากๆ แต่ก็อดทนล่ะประหยัดค่า taxi ไปเกือบพันบาทเพราะถ้าเดินทางด้วย Taxi จะต้องใช้ 2 คัน ร้อนหน่อยก็ถือว่าคุ้มล่ะ ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ …